ข้อคิดจากหนังเรื่อง ฉลาด เกมส์ โกง

เมื่อวานนี้ ผมมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง ฉลาด เกมส์ โกง หลายๆคนคงจะ อุทานว่า “อุ๊ตะ” เพิ่งจะได้หรอคะ/ครับ…555 ใช่ครับ ผมเพิ่งจะได้ดู ส่วนมากไม่ได้ดูหนังเท่าไหร่ครับ ที่เลือกหนังเรื่องนี้มา เพราะได้ยินว่าเป็นหนังที่ได้รับความนิยม ทั้งในประเทศไทย และยังดังไกลไปในต่างประเทศในหลายๆประเทศ พอได้ดูแล้ว ก็พอจะนึกภาพย้อนหลังตัวเองไปในสมัยมัธยมได้ ว่าปรากฎการณ์พอจะมีบ้าง เรื่องการลอกข้อสอบ ขอลอกข้อสอบ ตอนสมัยช่วงมัธยมปลาย แต่ก็ได้ข้อคิดว่า 20 ปีที่ผ่านมา การศึกษาของเราพัฒนามาถึงไหน และอะไรยังเหมือนเดิมบ้าง

สมัยมัธยมปลาย ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน เรียนที่นี่ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 ครับ ตอนช่วง ม.1-ม.3 ก็เรียนได้อยู่ระดับดีครับ แต่ไม่ได้ถึงขนาด top 5% ของห้อง แต่พอขึ้นระดับ ม.ปลาย แล้ว เพื่อนๆเก่งๆ ปรากฎว่าเขาย้ายไปโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา กันหมด เลยกันอยู่ไม่กี่คน ผมเด็กเรียนระดับกลางๆ ก็เลยได้มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาอยู่ในระดับต้นๆของห้องครับ ..ก็แปลกดีครับ พอตัวเองได้มาอยู่ในตำแหน่งต้นๆของห้อง กลับกลายเป็นเรื่องดี ส่งผลต่อจิตวิทยาของผม ในช่วงนั้น ส่วนนี้เดี๋ยวคงจะหาเวลามาเขียนเล่าในภายหลัง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นครับ

ในช่วง ม ปลาย เท่าทีจำได้ ก็พอจะมีการลอกข้อสอบ/ขอแอบดู ข้อสอบอยู่ครับ ส่วนตัวผมขอบอกก่อนเลย เคยต้องใช้วิธีลอก หรือขอความช่วยเหลือเพียงวิชาเดียวครับ คือวิชาเลือก ภาษาจีน (中文) ตอนนั้นมันไม่ไหวจริงๆ ไม่เห็นความสำคัญของภาษาจีนเลย ช่วงปี พ.ศ. 2542-2543 ตอนนั้นไม่รู้เรียนไปทำไม เอ็นทรานซ์ก็ไม่ต้อง ภาษาจีนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้ จะใช้ได้ก็คือคุยกับอากงคุณตา และก็อาม่า ผมเท่านั้น กำลังใจไม่เกิด สุดท้ายต้องหาทางเอาตัวรอดโดยทางนี้ครับ คงจะต้องขอบอกคุณครู 老师。。抱歉 ขอโทษอย่างมากครับ …

สำหรับวิชาอื่น ขอกระแอมเล็กน้อย เวลาสอบ ผมจะเป็นที่หมายตาของเพื่อนๆอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ว่า ผมเรียนเก่ง ทำข้อสอบได้แน่นอน ก็จะมาขอนั่งข้างๆ บอกให้ผมเปิดๆหน่อยครับ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้พูดอะไร คือ ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ส่งกระดาษ ส่งยางลบจดคำตอบให้เพื่อน แต่ก็ไม่ถึงกับเอาแขน เอาศอกมาปิด ไม่ให้เพื่อนดูนะ แบบเราไม่ได้ช่วยอย่างโจ่งแจ้ง แค่ทำข้อสอบตามธรรมชาติของเราไป

แต่พอมาดูในหนังสิ่งที่มันแตกต่างคือ การเสนอ ค่าตอบแทน ให้จากเพื่อน อันนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ไม่มีจริงๆครับ ให้ 3000 บาท ต่อคน ต่อวิชา โอ้โห..คนที่ ‘ช่วย’ เพื่อน ในลักษณะนี้ สามารถหาเงินได้เป็นแสนๆ เลยหรือ กลับมาคิดกับตัวเองว่า ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว เราจะช่วยเขาโกงข้อสอบเพื่อแลกมากับเงินก้อนโตอย่างนี้ไหม มันน่าคิดจริงๆครับ

การเสนอเงินค่าตอบแทนให้กับคนที่ทำข้อสอบได้ ในสมัยผมยังไม่มี มันทำให้ผมคิดว่า เอ๊ะ ทำไมนะ ความคิดนี้ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย และผมก็คิดว่า มันก็คงไม่อยู่ในหัวของเพื่อนๆร่วมชั้นของผมด้วย ไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะทางสังคมระดับใดก็ตาม แต่ที่เกิดขึ้นได้ในสมัยนี้ (ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังก็เถอะ แต่ผมคิดว่าก็น่าจะมีความเป็นไปได้ ที่มีลักษณะนี้) คงจะเป็นเพราะ คนในประเทศไทยบางส่วนมีความร่ำรวย และมั่งคั่งขึ้นมาก เมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีก่อน จึงสามารถให้รางวัล และ support ลูกหลานได้เยอะ ถึงขนาดนี้ ผมจำได้สมัยผม ผมได้เงินค่าขนมที่คุณพ่อให้ผม อยู่ที่สัปดาห์ละ 500-1000 บาท คุณพ่อจะให้ในวันจันทร์ ของแต่ละอาทิตย์ ผมมีหน้าที่ไปจัดสรรเอง จะทานอะไร จะเดินทางไปไหน ต้องให้อยู่ในงบประมาณในส่วนนี้ เดี๋ยวผมจะไปสืบดูว่า เด็กสมัยนี้ ได้เงินค่าขนมวันละเท่าไหร่ หรือสัปดาห์ละเท่าไหร่นะครับ

ประเด็นที่ 2 ที่อยากจะสะท้อนถึง ในหนังมีตัวละครเอกคนหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชาย ชื่อ แบ้งค์ ที่มีความสามารถ เรียนเก่งระดับต้นของชั้น แต่ว่าพื้นฐานอาจจะไม่ดีนัก อยู่กับแม่เพียงสองคน และยังต้องช่วยเหลือแม่ในการทำงานบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาด นอกเหนือจากการเรียนอีก ในภาพยนตร์แสดงให้เห็นว่าแบ้งค์เป็นเด็กที่เรียนดี และต้องไขว่ขว้าหาโอกาสให้ตัวเอง เพื่อถีบตัวเองให้สูงขึ้นให้ได้ ผมชอบในประเด็นนี้ครับ ให้การศึกษาเป็นตัวผลักดันสร้างโอกาสให้ตัวเอง เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกกำหนดทิศทางชีวิตและอนาคตของเราได้ (ในระดับหนึ่ง)

แบ้งค์ ตัวละครในเรื่องที่ ตั้งใจเรียน แต่ฐานะที่บ้านไม่ได้ดีเท่าไหร่

เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกกำหนดทิศทางชีวิต และอนาคตของเราได้

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความจริงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ดูคือ เด็กอย่างแบ้งค์ที่ตั้งใจเรียน เรียนเก่งระดับต้นๆของห้อง แต่ทั้งนี้มีภาระมากมายอยู่ที่บ้าน แล้วจะมีโอกาสสอบทุน (และได้ทุนไปเรียนต่างประเทศนั้น) ในความเป็นจริงแล้ว ผมว่าไม่มีอยู่จริง (หรือถ้ามีคงจะมีสัก 1 คนโผล่เป็นช้างเผือก มาให้เห็นในระยะเวลา 10-15 ปี) …หนังภาพยนตร์อาจจะสร้างคนๆนี้ขึ้นจากสิ่งที่สังคมไทยหวังว่าจะมี มวยรอง..the underdog ช่วยเชียร์ให้เขาประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคขนาดไหนก็ตาม แต่ในความจริงแล้ว ต้องยอมรับจริงๆว่าเด็กแต่ละคนมีโอกาสไม่เท่ากัน คนที่มีครอบครัวที่มีความพร้อมมากกว่า ย่อมได้เปรียบ ได้เปรียบในทุกๆเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็น ด้านร่างกาย (ทานอาหารดี ร่างกายเติบโต สูง ใหญ่ สง่ามากกว่า) ด้านโอกาส (โอกาสในการหาความรู้ โอกาสในการเดินทางต่างประเทศ เปิดโลกทัศน์ โอกาสในการรับฟังประสบการณ์จากพ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จมากกว่า) หรือในด้านอื่นๆ อย่างเดียวที่เด็กๆมวยรอง underdog อาจจะพอสู้ได้คือความอึด และความใจสู้ ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่ เด็กๆในบ้านที่ฐานะดีมีความพร้อม อาจจะไม่ได้มีโอกาสฝึกเท่าไหร่ เราคงจะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำกันต่อไป เพื่อให้เด็กๆมวยรอง ซึ่งเป็นเด็กๆจำนวนมากในประเทศเรา มีโอกาสทัดเทียมกับเด็กๆคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่แต่เด็กๆที่มีฐานะดีในประเทศไทยเท่านั้น แต่ต้องหาทางให้เขามีโอกาสสู้ในเวทีโลกให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยเช่นกันครับ

ในส่วนสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ จะเป็นส่วนสุดท้ายของหนัง [Spoiler Alert]…ใครยังไม่ได้ดูขอให้หยุดแต่ตอนนี้นะครับ เดี๋ยวจะว่าผมได้ว่าผมมาเขียน spoiler อะไรตรงนี้ (อิอิ เผื่อจะมีใครดูช้ากว่าผม)

ส่วนสุดท้ายตรงที่แบ้งค์อยากจะหาทางโกงให้ได้มากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่โกงแล้วได้ 1-2 ล้านบาท แต่ได้ทีเป็นหลัก 10 ล้านบาท และตัวละครในเรื่องก็พอว่า “จะไปเรียนทำไมอีก 4 ปี แล้วก็ออกมาทำงานได้เงินหลักหมื่นบาท…ทั้งๆที่ตอนนี้เราก็หาทางทำเงินได้เป็นหลัก 10 ล้านบาทเลย มาทำตรงนี้ดีกว่า” ผมว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่อยากจะบอกให้ใครที่ผ่านมาฉุกคิด ในสมัยก่อนที่ผมเรียนอยู่ที่ Stanford..ถือว่าอยู่ในศูนย์กลางของ Silicon Valley ก็ว่าได้ มุมมองเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญมาก คนนู้นขายบริษัทได้ มีเงินเป็นหลักพันล้านแล้ว อายุยังน้อยอยู่เลย คนนี้ก็เกษียณอายุได้แล้ว อายุเพิ่งจะ 25 เอง ผมก็หลงอยู่ในความคิดเหล่านี้พอสมควร หาทางวิ่งทำเงินให้ได้เยอะๆ โดยต้องแข่งกับเวลา ยิ่งรวยเร็ว ตอนอายุน้อยๆ ยิ่งถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ยังน่าจะเป็นเรื่องเล่า หรือ mindset ในสังคมไทยระดับหนึ่ง “เรื่องเงินต้องมี ไม่อยากทำงาน งานจะเป็นตัวทำให้เราสูญเสียเวลา เราจะไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เราจะเสียสุขภาพจากการนั่งทำงานเยอะๆ เวลาผ่านไปแล้วไม่สามารถทวงคืนได้ ….” คุ้นๆไหมครับ ?

สุดท้ายจากการทำงาน อ่านหนังสือ ฟังจากคนที่ประสบความสำเร็จ ผมได้ค้นพบตัวเองว่า จริงๆแล้ว การทำงานเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เป็นเรื่องที่แย่ ที่หลายๆคนในสังคมไทย พยายามจะเล่าให้คนรุ่นใหม่ฟัง การทำงานคือการสร้างคุณค่าให้กับตนเอง และสังคมคนรอบข้าง การมีความภูมิใจในผลงานของงานของตัวเอง เป็นอะไรที่มีความสุขครับ ถึงจะมีเงินเยอะเท่าไหร่ก็ไม่สามารถซื้อส่ิงนี้ได้ มันต้องใช้เวลา และความตั้งใจ ตรงนี้เลยอยากจะฝากไว้ถึงน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ได้แวะมาอ่านตรงนี้ การทำงานเป็นสิ่งที่ดีครับ เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีคุณค่า ถ้าเราจะเกษียณอายุตอน 30 ปี ชีวิตอีก 60-70 ปีข้างหน้า เราจะทำอะไรเคยได้ลองคิดไหม เที่ยวรอบโลกหรือ? (คงยังไปไม่ได้ในตอนนี้เพราะว่า Covid-19 นะครับ ฮา) จะเที่ยวรอบโลก ถ้าเที่ยวสัก 3 รอบมันคงจะเบื่อแล้วหละครับ .ขอฝากไว้นะครับ Working is Good..be curious and strive to be better and provide more values to other people everyday!

You May also Like...

ความสามารถทางภาษา กับการไขว่ขว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง
May 12, 2021
แนวคิดจาก ชาร์ลี มังเกอร์ (Wisdoms from Charlie Munger)
March 13, 2021
เราขยันเรียนไปทำไม เพื่ออะไร?
April 19, 2021
2 Comments
  • Reply
    ying_wipawadee
    January 12, 2021 at 9:00 PM

    ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้นะคะ แต่พอเห็น trailer มาบ้างค่ะ

    อาจารย์ยังไม่ทัน spoil ซะทีเดียวค่ะ เดี๋ยวจะรีบไปดูก่อนนะคะ 555 เห็นว่ามีทั้งเวอร์ชันหนัง และเวอร์ชันซีรี่ส์ แต่ซีรีส์คงยาวไป ดูตาแฉะ ดูหนังดีกว่าค่ะ 555

    ตอน ม.ปลาย เท่าที่จำได้ มีแค่วิชาเดียวที่เพื่อนมาขอลอกอย่างโจ่งครึ้มค่ะ คือ วิชาคอมพิวเตอร์

    ข้อสอบ เป็นแบบว่า ให้เขียนผลลัพธ์ ของการรันโปรแกรมนี้ แล้วเพื่อนคงแบบว่า “ไม่ไหวจริง ๆ”

    พอหมดเวลา ช่วงส่งกระดาษคำตอบ พอดีต้องเดินไปส่งกันเอง มันเลยมีช่วงจังหวะชุลมุนนิดหน่อย เพื่อนเดินมาลอกที่โต๊ะเลยค่ะ ก็เลยจำใจให้ลอกไป 555

    และไม่รู้ใครไปลอกใครบ้าง ชุลมุนชุลเกมากในห้องสอบตอนนั้น แบบว่าอาจารย์ควบคุมไม่อยู่ นักเรียนไม่ยอมส่งกระดาษคำตอบกันซะที จนอาจารย์เริ่มโมโห !??$$%&*??!!!

    แล้วจากนั้น ก็โดนอาจารย์อบรมยกห้อง แบบยาวววววววววววววเลยค่ะ เลยเข็ดค่ะ รู้สึกว่าไม่ควร และอาจารย์ก็จะผิดหวังอีก

    ประเด็นที่2 รู้สึกว่าอาจารย์เหมาะสมแล้วที่จะได้ช่วยเหลือเด็ก underdog พวกนั้นให้แข็งแกร่งขึ้นค่ะ 🙂

    ในส่วนสุดท้าย มองว่า เงินก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ในการตัดสินใจ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดค่ะ

    ถ้าผ่านด่าน เงินขั้นต่ำที่เพียงพอสำหรับคนเราไปได้แล้ว คนเราก็อาจจะไม่มองปัจจัยเรื่องเงินในการตัดสินใจละค่ะ ตัวอย่างเช่น คนที่ย้ายงานที่มีเงินเดือนสูงกว่า ไปงานที่มีเงินเดือนต่ำกว่า

    เพราะเค้าเลือกความภูมิใจ หรือ เห็นคุณค่าในงาน ๆ นั้น หรือทำแล้วมีความสุขมากกว่าค่ะ (ทั้งนี้ Condition ของเค้า ต้องไม่อยู่ในสภาวะที่ เงินคือข้อจำกัด ไม่งั้นคนเราก็เลือกงานที่ได้เงินสูงกว่าอยู่ดี)

    เมื่อก้าวไปอีกขั้น คิดว่าความต้องการในชีวิตน่าจะเปลี่ยนไปค่ะอาจารย์

    ตอนวัยเริ่มทำงานใหม่ ๆ น่าจะมองเรื่องผลตอบแทน พอผ่านด่านนี้ไปได้

    วัยกลาง ๆ ของการทำงาน ก็น่าจะมองเรื่องการสร้างคุณค่าในงานของตัวเอง (เดี๋ยวจะลองไปถามเพื่อนที่ Silicon Valley ที่ทำงานไป 4-5 ปีแล้วมั้งค่ะ ว่า Mindset ตอนนี้หลังจากทำงานแล้วเค้าเป็นยังไง น่าสนใจดีค่ะ)

    วัยเกษียณ ก็น่าจะพักผ่อนอยู่บ้าน เลี้ยงหลาน ประมาณนี้รึป่าวคะ (อันนี้ ยังไม่ได้คิดไว้เลยค่ะ ขอให้ถึงตอนเกษียณ อีกประมาณ 30 ปี ยังมีสุขภาพดีอยู่ก่อนค่ะ 555)

    ขอบคุณอาจารย์ที่มาแชร์ Idea ค่ะ :))

    • Reply
      Kavin Asavanant
      March 13, 2021 at 1:41 PM

      ขอบคุณมากครับ ที่แวะมาอ่าน ขอโทษทีที่ทิ้งยาวเลยไม่ได้กลับมาเขียนเพิ่ม อ่านแล้วมีกำลังใจครับ ขอบคุณครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *