Month: January 2021

คุณจะแต่งงานกับคนผิด – Why You Will Marry the Wrong Person

การจะเลือกใครสักคนเป็นคู่ชีวิต จะแต่งงานกับใคร เป็นการตัดสินใจที่สำคัญมากๆสำหรับทุกๆคน คงจะไม่มีใครอยากแต่งงานมากกว่า 1 ครั้ง เป็นแน่ ส่วนตัวผม ยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในการแต่งงานครับ (หวังว่า เร็วๆนี้..555) ถึงแม้ว่าตัวเองยังไม่เคยแต่งงาน แต่จริงๆ เรื่องหัวใจ ก็พอจะมีประสบการณ์ ลองผิดลองถูก พอควรครับ

จากสิ่งต่างๆที่ผ่านมาในชีวิต ทำให้เข้าใจว่าเราชอบผู้หญิงประมาณไหน (หน้าตา รูปร่าง นิสัยใจคอ ความสนใจ งานอดิเรก … นอกจากรู้ว่าผู้หญิงที่เราชอบว่าเป็นยังไงแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เวลาที่ผ่านไป ความสัมพันธ์ในอดีตที่จบลง ทำให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าตัวเองนิสัยลึกๆเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เราเพิ่งเข้าใจว่า ที่ผ่านมาเราง้อใครไม่เป็น (ตอนนี้ทำเป็นแล้ว) เรามาสาย ไม่รักษาเวลา (ดีขึ้นแล้ว) ความไม่มีระเบียบ ไม่ organize ของของตัวเอง ยังไม่รวมถึงนิสัยแย่ๆ อย่างเช่น เป็นคนขี้หึง เจ้าข้าวเจ้าของ อีก บอกได้เลยว่าตอนอายุ 25 – 34 ปี ที่เรานึกว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่ จริงๆแล้วผมยังไม่รู้อะไรเลย…

ผมดีใจมากๆที่ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ช่วยผม ไม่ให้แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่ …เอ๊ะ ยังไง… ผมคงไม่สามารถเล่าละเอียดในที่นี้ได้ แต่แบบสั้นๆก็คือ อันที่จริง ตัวผมก็เกือบจะแต่งงานไปแล้ว สัก 2 ครั้งได้ครับ ครั้งแรก ตอนที่ตัวเองอายุประมาณ 27 ปี (ตอนนั้น คำว่าเกือบคงจะอยู่ประมาณ 85%) และอีกครั้งหนึ่งก็ตอนอายุประมาณ 34-35 ปี (เกือบในระดับ 70%) ครับ แต่สุดท้ายทั้ง 2 ครั้ง ก็จำให้มีเรื่องเกิดขึ้น ให้ผมกับแฟน ต้องมีอันเลิกลากันไป…ฟ้าช่วยกระซิบบอกว่าคนนี้ไม่ใช่ แล้วก็เสกสิ่งต่างๆขึ้นมา’ช่วย’ให้เราต้องเดินจากกัน เสียใจไหมในตอนนั้น ครั้งแรก ขอบอกเลยครับว่าโลกหมุนเลย ทำอะไรไม่ถูก แต่พอครั้งที่สอง โตขึ้น ทำใจได้มากขึ้นครับ

ที่บอกว่าดีใจมากๆ ทั้งๆที่ตัวเองยังไม่ได้มีครอบครัวก็เพราะ พอเวลาเริ่มผ่านไป เราเริ่มเห็นว่าเพื่อนๆ หลายคนที่แต่งงานไปก่อน มีลูกไปก่อน บางบ้านมีปัญหา ไม่มีความสุขเท่าไหร่ มีอยู่ 3-4 คู่ ที่ผมรู้จักโดยตรง ที่ตกลงหย่า และเลิกราจากกัน บางคู่ยังไม่มีลูก ก็โชคดีหน่อย จบแล้วก็ไม่ต้องมาเจอกันอีก แต่บางคู่นี่สิ มีลูกกันเรียบร้อยแล้ว ยังไงก็ตัดกันไม่ขาด พอเห็นอย่างนี้แล้ว ยิ่งกลัวใหญ่ กลัวเลือกคนผิด เลยถือคติเวลาใครเวลามัน ขอให้เราชัวร์ก่อนนะ ก่อนที่จะตกลงปลงใจแต่งกับใคร ตัวเองเลยพยายามศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ความรัก และชีวิตคู่ แล้วผมก็มาได้เจอหนังสือ 2 เล่ม จากบริษัทด้านการศึกษาที่อังกฤษ The School of Life ที่พออ่านแล้ว ทำให้มีความมั่นใจ มากขึ้นจริงๆครับ

หนังสือ 2 เล่มที่ว่า เล่มแรกชื่อว่า “Why You Will Marry the Wrong Person” และอีกเล่มชื่อ “How to Choose a Partner” ครับ (ตามรูปด้านล่างที่นายแบบหนังสือ โพสท่าถ่ายด้วยไว้เลย…555)

สำหรับโพสนี้ ขอเขียนบางส่วนของหนังสือเล่มแรกนะครับ “Why You Will Marry the Wrong Person” แค่ชื่อหนังสือก็โดนใจแล้ว ทำผมกลัวระดับหนึ่งแล้ว เอ๊ะ ไอ้คนเขียนนี่รู้ได้ไง “แช่งกัน” ให้เราจะแต่งงานกับคนผิดหรือปล่าว อยากรู้จริงๆครับ

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ บางๆ เป็นหนังสือที่เอาบทความสั้นๆเกี่ยวกับการเลือกคู่ครอง มารวมกัน ถ้าใช้เวลาอ่านแบบอ่านตัวหนังสือจริงๆ ผมคิดว่าไม่เกิน 2 ชั่วโมง ก็สามารถอ่านจบได้ แต่สำหรับผม ใช้เวลาอยู่เดือนกว่าเลยครับ อ่านไปแล้วก็หยุดคิด ตอบคำถามจากหนังสือ หยุดแล้วเขียนสิ่งที่อยู่ในใจ ใช้เวลาสะท้อนความสัมพันธ์ในอดีต ขีดเขียนในหนังสือไปเยอะ กว่าจะอ่านจบครับ แต่พออ่านจบแล้วนึกขอบคุณคนแต่งมากๆเลย มีหลายตอนมากๆ ที่อยากจะเอามาเขียน เอามาแชร์กับใครที่อาจจะผ่านมาเจอบทความนี้ครับ ขอเริ่มจากบทความนี้ เป็นบทความแรกแล้วกัน 🙂

หน้าแรก และหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้

หนังสือเล่มนี้เปิดฉาก บอกว่าเหตุผลแรกที่คุณจะแต่งงานกับคนผิด เพราะ “คุณยังไม่รู้จักตัวคุณเองเลย” คำถามแรกที่หนังสือเล่มนี้แนะนำให้ถามตัวเองว่ารู้หรือปล่าวคือ “อะไรที่ทำให้คุณหรือเธอ โกรธ จนน๊อตหลุดบ้าง?” คำถามนี้ เป็นคำถามที่สำคัญมากๆ ที่คุณควรจะรู้คำตอบก่อนที่คุณจะตัดสินใจคบกับใคร จริงจัง สักคน รู้คำตอบของตัวเอง และรู้คำตอบของคู่ของคุณ

อะไร ที่ทำให้คุณโกรธ ชนิดน๊อตหลุดได้บ้าง ?

คุณพอจะบอกได้ไหม ว่าอะไรทำให้คุณโกรธ ชนิดน๊อตหลุดได้บ้าง ในอดีตที่ผ่านมา คุณเคยน๊อตหลุด ตะโกน โมโห มากๆ ไหม ถ้าเคย มันเกิดอะไรขึ้น คุณทำอะไร แล้วเธอคนนั้นทำอะไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลในอดีตที่ดีมาก ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจตัวคุณเองมากขึ้น ที่จริง คำถามนี้ ก็เป็นคำถามหลักๆที่ผมบอกและแนะนำน้องสาวของผม ก่อนที่เขาจะแต่งงานไปเมื่อต้นปีที่แล้ว

แล้วทำไม คำถามนี้ถึงเป็นคำถามที่สำคัญที่เราควรรู้หละ เพราะสิ่งที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของ 2 คน ต้องขาดสะบั้นลง สาเหตุหลักก็คือ ทนกันไม่ได้แล้ว ต่างคนต่างโมโห และโกรธด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้น ไม่ควรบอกว่า คู่เราอยู่กันได้ ถ้าคุณยังไม่รู้เลยว่า ความโกรธของแต่ละคนมาอย่างไร

คุณรู้ไหม ว่าอะไรที่ทำให้คุณโกรธ หรือหงุดหงิดบ้าง? สำหรับผม เท่าที่มองตัวเอง กรณีน๊อตหลุด ก็น่าจะเป็นถูกทรยศ หรือการถูกโกหกใส่ สิ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิด ได้แก่ อะไรที่ผมต้องพูดซ้ำๆ บอกเรื่อยๆ อะไรที่ไม่มีระเบียบ แสดงถึงความมักง่าย ผมบอกสิ่งเหล่านี้กับคนที่ผมจะคบด้วยแต่ต้นเลยครับ หวังว่าอีกฝ่ายจะเคารพสิ่งนี้ และถนอมน้ำใจกัน ไม่ทำสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม

สำหรับบทความนี้ ก็ขอฝากกลับไปคิดนะครับ ถึงคำถามนี้ “what make you mad?”

สวัสดีครับ

Read More

ข้อคิดจากหนังเรื่อง ฉลาด เกมส์ โกง

เมื่อวานนี้ ผมมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง ฉลาด เกมส์ โกง หลายๆคนคงจะ อุทานว่า “อุ๊ตะ” เพิ่งจะได้หรอคะ/ครับ…555 ใช่ครับ ผมเพิ่งจะได้ดู ส่วนมากไม่ได้ดูหนังเท่าไหร่ครับ ที่เลือกหนังเรื่องนี้มา เพราะได้ยินว่าเป็นหนังที่ได้รับความนิยม ทั้งในประเทศไทย และยังดังไกลไปในต่างประเทศในหลายๆประเทศ พอได้ดูแล้ว ก็พอจะนึกภาพย้อนหลังตัวเองไปในสมัยมัธยมได้ ว่าปรากฎการณ์พอจะมีบ้าง เรื่องการลอกข้อสอบ ขอลอกข้อสอบ ตอนสมัยช่วงมัธยมปลาย แต่ก็ได้ข้อคิดว่า 20 ปีที่ผ่านมา การศึกษาของเราพัฒนามาถึงไหน และอะไรยังเหมือนเดิมบ้าง

สมัยมัธยมปลาย ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน เรียนที่นี่ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 ครับ ตอนช่วง ม.1-ม.3 ก็เรียนได้อยู่ระดับดีครับ แต่ไม่ได้ถึงขนาด top 5% ของห้อง แต่พอขึ้นระดับ ม.ปลาย แล้ว เพื่อนๆเก่งๆ ปรากฎว่าเขาย้ายไปโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา กันหมด เลยกันอยู่ไม่กี่คน ผมเด็กเรียนระดับกลางๆ ก็เลยได้มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาอยู่ในระดับต้นๆของห้องครับ ..ก็แปลกดีครับ พอตัวเองได้มาอยู่ในตำแหน่งต้นๆของห้อง กลับกลายเป็นเรื่องดี ส่งผลต่อจิตวิทยาของผม ในช่วงนั้น ส่วนนี้เดี๋ยวคงจะหาเวลามาเขียนเล่าในภายหลัง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นครับ

ในช่วง ม ปลาย เท่าทีจำได้ ก็พอจะมีการลอกข้อสอบ/ขอแอบดู ข้อสอบอยู่ครับ ส่วนตัวผมขอบอกก่อนเลย เคยต้องใช้วิธีลอก หรือขอความช่วยเหลือเพียงวิชาเดียวครับ คือวิชาเลือก ภาษาจีน (中文) ตอนนั้นมันไม่ไหวจริงๆ ไม่เห็นความสำคัญของภาษาจีนเลย ช่วงปี พ.ศ. 2542-2543 ตอนนั้นไม่รู้เรียนไปทำไม เอ็นทรานซ์ก็ไม่ต้อง ภาษาจีนก็ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้ จะใช้ได้ก็คือคุยกับอากงคุณตา และก็อาม่า ผมเท่านั้น กำลังใจไม่เกิด สุดท้ายต้องหาทางเอาตัวรอดโดยทางนี้ครับ คงจะต้องขอบอกคุณครู 老师。。抱歉 ขอโทษอย่างมากครับ …

สำหรับวิชาอื่น ขอกระแอมเล็กน้อย เวลาสอบ ผมจะเป็นที่หมายตาของเพื่อนๆอย่างมาก เพราะพวกเขารู้ว่า ผมเรียนเก่ง ทำข้อสอบได้แน่นอน ก็จะมาขอนั่งข้างๆ บอกให้ผมเปิดๆหน่อยครับ ตอนนั้นผมก็ไม่ได้พูดอะไร คือ ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ ส่งกระดาษ ส่งยางลบจดคำตอบให้เพื่อน แต่ก็ไม่ถึงกับเอาแขน เอาศอกมาปิด ไม่ให้เพื่อนดูนะ แบบเราไม่ได้ช่วยอย่างโจ่งแจ้ง แค่ทำข้อสอบตามธรรมชาติของเราไป

แต่พอมาดูในหนังสิ่งที่มันแตกต่างคือ การเสนอ ค่าตอบแทน ให้จากเพื่อน อันนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ไม่มีจริงๆครับ ให้ 3000 บาท ต่อคน ต่อวิชา โอ้โห..คนที่ ‘ช่วย’ เพื่อน ในลักษณะนี้ สามารถหาเงินได้เป็นแสนๆ เลยหรือ กลับมาคิดกับตัวเองว่า ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว เราจะช่วยเขาโกงข้อสอบเพื่อแลกมากับเงินก้อนโตอย่างนี้ไหม มันน่าคิดจริงๆครับ

การเสนอเงินค่าตอบแทนให้กับคนที่ทำข้อสอบได้ ในสมัยผมยังไม่มี มันทำให้ผมคิดว่า เอ๊ะ ทำไมนะ ความคิดนี้ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย และผมก็คิดว่า มันก็คงไม่อยู่ในหัวของเพื่อนๆร่วมชั้นของผมด้วย ไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะทางสังคมระดับใดก็ตาม แต่ที่เกิดขึ้นได้ในสมัยนี้ (ถึงแม้ว่าจะเป็นหนังก็เถอะ แต่ผมคิดว่าก็น่าจะมีความเป็นไปได้ ที่มีลักษณะนี้) คงจะเป็นเพราะ คนในประเทศไทยบางส่วนมีความร่ำรวย และมั่งคั่งขึ้นมาก เมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีก่อน จึงสามารถให้รางวัล และ support ลูกหลานได้เยอะ ถึงขนาดนี้ ผมจำได้สมัยผม ผมได้เงินค่าขนมที่คุณพ่อให้ผม อยู่ที่สัปดาห์ละ 500-1000 บาท คุณพ่อจะให้ในวันจันทร์ ของแต่ละอาทิตย์ ผมมีหน้าที่ไปจัดสรรเอง จะทานอะไร จะเดินทางไปไหน ต้องให้อยู่ในงบประมาณในส่วนนี้ เดี๋ยวผมจะไปสืบดูว่า เด็กสมัยนี้ ได้เงินค่าขนมวันละเท่าไหร่ หรือสัปดาห์ละเท่าไหร่นะครับ

ประเด็นที่ 2 ที่อยากจะสะท้อนถึง ในหนังมีตัวละครเอกคนหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชาย ชื่อ แบ้งค์ ที่มีความสามารถ เรียนเก่งระดับต้นของชั้น แต่ว่าพื้นฐานอาจจะไม่ดีนัก อยู่กับแม่เพียงสองคน และยังต้องช่วยเหลือแม่ในการทำงานบ้าน ซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาด นอกเหนือจากการเรียนอีก ในภาพยนตร์แสดงให้เห็นว่าแบ้งค์เป็นเด็กที่เรียนดี และต้องไขว่ขว้าหาโอกาสให้ตัวเอง เพื่อถีบตัวเองให้สูงขึ้นให้ได้ ผมชอบในประเด็นนี้ครับ ให้การศึกษาเป็นตัวผลักดันสร้างโอกาสให้ตัวเอง เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกกำหนดทิศทางชีวิตและอนาคตของเราได้ (ในระดับหนึ่ง)

แบ้งค์ ตัวละครในเรื่องที่ ตั้งใจเรียน แต่ฐานะที่บ้านไม่ได้ดีเท่าไหร่

เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกกำหนดทิศทางชีวิต และอนาคตของเราได้

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความจริงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ดูคือ เด็กอย่างแบ้งค์ที่ตั้งใจเรียน เรียนเก่งระดับต้นๆของห้อง แต่ทั้งนี้มีภาระมากมายอยู่ที่บ้าน แล้วจะมีโอกาสสอบทุน (และได้ทุนไปเรียนต่างประเทศนั้น) ในความเป็นจริงแล้ว ผมว่าไม่มีอยู่จริง (หรือถ้ามีคงจะมีสัก 1 คนโผล่เป็นช้างเผือก มาให้เห็นในระยะเวลา 10-15 ปี) …หนังภาพยนตร์อาจจะสร้างคนๆนี้ขึ้นจากสิ่งที่สังคมไทยหวังว่าจะมี มวยรอง..the underdog ช่วยเชียร์ให้เขาประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคขนาดไหนก็ตาม แต่ในความจริงแล้ว ต้องยอมรับจริงๆว่าเด็กแต่ละคนมีโอกาสไม่เท่ากัน คนที่มีครอบครัวที่มีความพร้อมมากกว่า ย่อมได้เปรียบ ได้เปรียบในทุกๆเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็น ด้านร่างกาย (ทานอาหารดี ร่างกายเติบโต สูง ใหญ่ สง่ามากกว่า) ด้านโอกาส (โอกาสในการหาความรู้ โอกาสในการเดินทางต่างประเทศ เปิดโลกทัศน์ โอกาสในการรับฟังประสบการณ์จากพ่อแม่ที่ประสบความสำเร็จมากกว่า) หรือในด้านอื่นๆ อย่างเดียวที่เด็กๆมวยรอง underdog อาจจะพอสู้ได้คือความอึด และความใจสู้ ซึ่งสิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่ เด็กๆในบ้านที่ฐานะดีมีความพร้อม อาจจะไม่ได้มีโอกาสฝึกเท่าไหร่ เราคงจะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำกันต่อไป เพื่อให้เด็กๆมวยรอง ซึ่งเป็นเด็กๆจำนวนมากในประเทศเรา มีโอกาสทัดเทียมกับเด็กๆคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่แต่เด็กๆที่มีฐานะดีในประเทศไทยเท่านั้น แต่ต้องหาทางให้เขามีโอกาสสู้ในเวทีโลกให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยเช่นกันครับ

ในส่วนสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ จะเป็นส่วนสุดท้ายของหนัง [Spoiler Alert]…ใครยังไม่ได้ดูขอให้หยุดแต่ตอนนี้นะครับ เดี๋ยวจะว่าผมได้ว่าผมมาเขียน spoiler อะไรตรงนี้ (อิอิ เผื่อจะมีใครดูช้ากว่าผม)

ส่วนสุดท้ายตรงที่แบ้งค์อยากจะหาทางโกงให้ได้มากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่โกงแล้วได้ 1-2 ล้านบาท แต่ได้ทีเป็นหลัก 10 ล้านบาท และตัวละครในเรื่องก็พอว่า “จะไปเรียนทำไมอีก 4 ปี แล้วก็ออกมาทำงานได้เงินหลักหมื่นบาท…ทั้งๆที่ตอนนี้เราก็หาทางทำเงินได้เป็นหลัก 10 ล้านบาทเลย มาทำตรงนี้ดีกว่า” ผมว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่อยากจะบอกให้ใครที่ผ่านมาฉุกคิด ในสมัยก่อนที่ผมเรียนอยู่ที่ Stanford..ถือว่าอยู่ในศูนย์กลางของ Silicon Valley ก็ว่าได้ มุมมองเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญมาก คนนู้นขายบริษัทได้ มีเงินเป็นหลักพันล้านแล้ว อายุยังน้อยอยู่เลย คนนี้ก็เกษียณอายุได้แล้ว อายุเพิ่งจะ 25 เอง ผมก็หลงอยู่ในความคิดเหล่านี้พอสมควร หาทางวิ่งทำเงินให้ได้เยอะๆ โดยต้องแข่งกับเวลา ยิ่งรวยเร็ว ตอนอายุน้อยๆ ยิ่งถือว่าประสบความสำเร็จ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ยังน่าจะเป็นเรื่องเล่า หรือ mindset ในสังคมไทยระดับหนึ่ง “เรื่องเงินต้องมี ไม่อยากทำงาน งานจะเป็นตัวทำให้เราสูญเสียเวลา เราจะไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เราจะเสียสุขภาพจากการนั่งทำงานเยอะๆ เวลาผ่านไปแล้วไม่สามารถทวงคืนได้ ….” คุ้นๆไหมครับ ?

สุดท้ายจากการทำงาน อ่านหนังสือ ฟังจากคนที่ประสบความสำเร็จ ผมได้ค้นพบตัวเองว่า จริงๆแล้ว การทำงานเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เป็นเรื่องที่แย่ ที่หลายๆคนในสังคมไทย พยายามจะเล่าให้คนรุ่นใหม่ฟัง การทำงานคือการสร้างคุณค่าให้กับตนเอง และสังคมคนรอบข้าง การมีความภูมิใจในผลงานของงานของตัวเอง เป็นอะไรที่มีความสุขครับ ถึงจะมีเงินเยอะเท่าไหร่ก็ไม่สามารถซื้อส่ิงนี้ได้ มันต้องใช้เวลา และความตั้งใจ ตรงนี้เลยอยากจะฝากไว้ถึงน้องๆ หรือเพื่อนๆ ที่ได้แวะมาอ่านตรงนี้ การทำงานเป็นสิ่งที่ดีครับ เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีคุณค่า ถ้าเราจะเกษียณอายุตอน 30 ปี ชีวิตอีก 60-70 ปีข้างหน้า เราจะทำอะไรเคยได้ลองคิดไหม เที่ยวรอบโลกหรือ? (คงยังไปไม่ได้ในตอนนี้เพราะว่า Covid-19 นะครับ ฮา) จะเที่ยวรอบโลก ถ้าเที่ยวสัก 3 รอบมันคงจะเบื่อแล้วหละครับ .ขอฝากไว้นะครับ Working is Good..be curious and strive to be better and provide more values to other people everyday!

Read More

สวัสดีทศวรรตใหม่ – Focus is the key

ไม่อยากจะพูดเยอะเลย ในใจบอกตัวเองว่าตั้งท่าเยอะเกินไปแล้ว เหมือนว่าในหัวมีอะไรอยากจะเขียน อยากจะแชร์มากมาย แต่ไม่มีออกมาเลยสักบทความ หันกลับมามองตัวเอง ว่าขาดอะไรไป..เวลาหรือปล่าว? สุดท้ายไม่ใช่ครับ สิ่งที่มีน้อยคือโฟกัส ถ้าซื่อสัตย์กับตัวเองต้องขอบอกว่า เวลา ก็พอมี แต่สิ่งที่ไม่มีคือ โฟกัส ในการเขียน หรือทำอะไรสักอย่างหนึ่งอย่างจริงจัง ผมจะเลิกตั้งท่า แล้วกระโดดลงมาเขียนบล็อกนี้จริงๆแล้วนะครับ ก็ต้องติดตามตอนต่อไปว่าจะไปได้สักกี่นาน 555 ในจริงตั้งเป้าไว้สัก 2-3 บทความ ต่อสัปดาห์ครับ ถ้าใครผ่านมา ก็เข้ามาทักทาย คอมเม้น พูดคุยกันได้ครับ สิ่งเหล่านี้จะเป็นกำลังใจให้กับคนเขียนคนนี้ 🙂

สุขสันต์วันปีใหม่ 2021 นะครับ ปีนี้จะต้องดีกว่าปีที่แล้ว ขอให้ทุกๆคนมีความสุข สมหวังในทุกๆเรื่องครับ

Read More